7 กุมภาพันธ์ 2562

อาสนวิหารโคโลญ(Cologne Cathedral)

ขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com

              อาสนวิหารโคโลญ (อังกฤษ:Cologne Cathedralเยอรมัน:Kölner Dom)เป็นโบสถ์โรมันคาทอลิก ระดับอาสนวิหาร ในเมืองโคโลญ เป็นวิหารประจำมุขนายก แห่งโคโลญ สถานที่นี่มีชื่อเสียงในฐานะเป็นที่ศาสนสถาน นิกายโรมันคาทอลิก สถานที่แห่งสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสถานที่ประพิธีกรรมของสามมหากษัตริย์แห่งจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นสถานที่เก็บหีบสามกษัตริย์ไว้ ณ ที่แห่งนี้ด้วย ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองแห่งนี้ มีผู้เยี่ยมชมราวๆ 20,000 คนต่อวัน
ขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com



          อาสนวิหารโคโลญได้ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1248 แต่มีปัญหาให้ต้องหยุดพักการก่อสร้างไปบ้าง จึงต้องใช้เวลากว่าหกร้อยปีจึงสร้างเสร็จสมบูรณ์ และ สร้างเสร็จในปี 1880 พร้อมกับมีพีธีวางหลักหินบันทึกข้อมูลการก่อสร้าง อาสนวิหารโคโลญเป็นศาสนสถานของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิก นับเป็นวิหารที่ใหญ่และเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลกในเป็นเวลา 4 ปี ( ปี ค.ศ 1880-1884) ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองโคโลญ ถูกทิ้งระเบิดทางอากาศทั้งหมด 14 ลูก แม้วิหารจะได้รับความเสียหายบางส่วน แต่ก็ไม่พังทลายลงมา ซึ่งเชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์ บ้างก็เชื่อว่า เพราะวิหารเป็นจุดสังเกตที่สำคัญของนักบิน จึงไม่ต้องการจะระเบิดทำลายทิ้งไปเสียทีเดียว จากความเสียหายดังกล่าว จึงมีการซ่อมแซมภายในต่อมาตั้งแต่ ปี ค.ศ.1945 - 1948
ขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com


        แต่ถึงอย่างไรก็ดีปัจจุบันก็ยังคงติดอันดับสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกอยู่ด้วย และปัจจุบันก็ได้ถูกจัดอันดับให้อยู่อันดับ 4 วิหารที่สูงที่สุดในโลกลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโกธิก เป็นหอคอยแฝดสูง 157.38 เมตร กว้าง 86 เมตร ยาว 144 เมตร สร้างเพื่ออุทิศให้นักบุญซีโมนเปโตรและพระนางมารีย์พรหมจารีปัจจุบันอาสนวิหารโคโลญนับจุดหมายสำคัญของเมืองโคโลญและประเทศเยอรมนี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปี 2536 ( จากเหตุผลที่ i, ii, iv )
ปัจจุบัน อาสนวิหารเปิดให้เข้าชมภายในได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสามารถเข้าชมในส่วนพิพิธภัณฑ์ของมีค่าที่ขุดค้นพบเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก สมัยโรมันในราคา 5 ยูโร และ การเดินจุดชมวิวบนหอคอยสูง ในราคา 3 ยูโร









ขอบคุณข้อมูลจาก:https://wiki.eanswers.

10 อันดับอาหารบำรุงสมอง


  • อันดับที่1 ไข่ไก่ รู้หรือไม่ว่า เมนูไข่ง่ายๆ ที่เราทานกันอยู่ทุกวันนี้ มีโอเมก้า 3 และโปรตีนที่มีส่วนช่วยบำรุงให้สมองทำงานได้ดีขึ้น อีกทั้ง ยังเพิ่มพลังให้สมองของเราทำงานได้นานขึ้นอีกด้วย

ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com



  • อันดับที่2 ปลาทะเลน้ำลึก จำพวกปลาทูน่า ปลาแซลมอน จะมีโอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงสมองในเรื่องของความจำ ทั้งยังช่วยชะลอการเสื่อมของระบบประสาทส่วนกลางอีกด้วย

ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com


  • อันดับที่ 3ผักใบเขียว  ขึ้นชื่อว่าผัก ก็มีประโยชน์ทั้งนั้น โดยเฉพาะผักโขมที่มีเอนไซม์ช่วยเพิ่มความแข็งแรง และฟื้นฟูบริเวณปลายประสาท รวมถึงยังมีกรดโฟลิกที่ช่วยบำรุงในเรื่องของความจำอีกด้วย  

ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com


  • อันดับที่4ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ อาทิ บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ เชอร์รี่ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ จะช่วยให้การทำงานของระบบหมุนเวียนโลหิตในการหล่อเลี้ยงสมองทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลต่อระดับไอคิว และยังช่วยป้องกันเรื่องการสูญเสียความจำได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงสายตา แถมยังเป็นผลไม้ที่น้ำตาล และแคลอรี่น้อย รับประทานไปแล้วรับรองว่าไม่อ้วนอย่างแน่นอน


ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com

  • อันดับที่ 5มะเขือเทศ พอพูดถึงมะเขือเทศ สาวๆ อาจจะนึกถึงแต่ความสวยความงาม ผิวพรรณ แต่เราขอบอกเลยว่า มะเขือเทศมีประโยชน์มากกว่านั้นนะคะ ซึ่งเจ้ามะเขือเทศ จะมีไลโคปีนที่ช่วยป้องกันไม่ให้เราหลงๆ ลืมๆ ยิ่งถ้าเรานำมะเขือเทศไปผ่านความร้อนด้วยแล้ว ก็จะยิ่งทำให้เราได้รับไลโคปีนมากขึ้นไปอีก

ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com

  • อันดับที่ 6แอปเปิ้ล ผลไม้หอมหวานอย่างแอปเปิ้ล ก็ช่วยบำรุงสมองของเราได้เหมือนกันนะ เพราะในแอปเปิ้ลมีสารอะเซทิลโคลีน ที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของสมอง ทำให้เรามีความจำที่ดีขึ้น แถมยังช่วยป้องกัน โรคสมองเสื่อม ได้อีกด้วย

ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com

  • อันดับที่ 7แปะก๊วย เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการบำรุงสมองมากๆ เพราะมันสามารถช่วยรักษาอาการผิดปกติต่างๆ ได้ เช่น โรคสมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ หรือแม้กระทั่งคนที่ชอบหลงๆ ลืมๆ ก็ตาม ซึ่งเมื่อทานแปะก๊วยเข้าไปแล้ว เจ้าแปะก๊วยจะเข้าไปช่วยให้การทำงานของระบบไหลเวียนเลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น
ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com

  • อันดับที่ 8ธัญพืช และถั่วต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น งาดำ งาขาว เมล็ดแฟล็กซ์ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เฮเซลนัท อัลมอนด์ ถั่วลิสง แมคคาเดเมีย และวอลนัท ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้น เพราะมีทั้งโปรตีน วิตามินเอ และกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว นอกจากนี้ยังมีแมกนีเซียมที่จะเข้ามาช่วยเสริมการทำงานของหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดียิ่งขึ้น

ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com

  • อันดับที่ 9น้ำมันมะกอก  เป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ซึ่งจะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง และทำงานได้ดีขึ้น
ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com

  • อันดับที่ 10ช็อกโกแลต พูดถึงช็อกโกแลตแล้ว คนส่วนใหญ่ รวมถึงสาวๆ คงนึกถึงความหวาน ความอ้วนเป็นแน่ แต่คุณเชื่อไหมว่า หากเราทานอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เจ้าช็อกโกแลต นี้จะสามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง และยังให้สารอนุมูลอิสระที่ช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้นด้วย

ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com












ขอบคุณข้อมูลจาก : TerraBKK.com - 
https://www.terrabkk.com/news/193144

13 มกราคม 2562

Challenger Deep จุดที่ลึกที่สุดในโลก

         สำหรับจุดที่เรียกว่าลึกที่สุดในโลกของเรา หลายคนอาจสงสัยว่าเป็นที่ใด โดยจุดที่มีความลึกที่สุดในโลกนั้นมีระดับความลึกถึง 10,911 เมตรเลยทีเดียว นั่นก็คือ แชลเลนเจอร์ดีป (Challenger Deep) อยู่ที่ทางใต้ของร่องลึกมาเรียนา ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับหมูเกาะมาเรียนาในมหาสมุทรแปซิฟิก
ขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com

          โดยแชลเลนเจอร์ดีปนี้จะมีลักษณะเป็นแอ่งขนาดเล็กอยู่ที่บริเวณร่องลึกใต้มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ โดยเป็นรูปคล้ายดวงจันทร์เียวที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งร่องเหล่านี้จะเรียกว่าเป็นลักษณะภูมิประเทศที่มีความลึกแบบผิดปกติภายใต้ท้องมหาสมุทรก็คงจะไม่ผิดนัก
         แผ่นดินที่อยู่ใกล้กับแชลเลนเจอร์ดีปที่สุด คือ เกาะไฟส์ (ส่วนหนึ่งของหมู่เกาะแย็พ) ห่างออกไป 289 กิโลเมตรทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และกวม ห่างออกไป 306 กิโลเมตรทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แอ่งดังกล่าวได้ชื่อตามเรือสำรวจกองทัพเรืออังกฤษ เอชเอ็มเอส แชลเลนเจอร์ ซึ่งจัดการสำรวจใน ค.ศ. 1872-76 เป็นการบันทึกความลึกของมันเป็นครั้งแรก
ขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com
       
          นอกจากนี้ จุดที่มีความลึกที่สุดอย่างแชลเลนเจอร์ดีปนี้ยังมีการจดบันทึกไว้ถึง 3 ครั้งด้วยกัน โดยในปี ค.ศ. 1690 เป็นครั้งแรกที่แอ่งแห่งนี้ถูกสำรวจโดยยานสำรวจน้ำลึกตรีเอสต์ ซึ่งครั้งนั้นมีมนุษย์เป็นผู้ลงไปทำาการสำรวจด้วย ต่อมาในปี ค.ศ. 1995 ได้ทำการสำรวจโดยพาหนะควบคุมใต้น้ำระยะไกลไคโก แต่ในครั้งนี้ไม่มีมนุษย์ลงไปสำรวจด้วย ตลอดจนในปี ค.ศ. 2009 ก็ได้มีการลงไปทำการสำรวจอีกครั้งด้วยยานพาหนะควบคุมใต้น้ำระยะไกลเนเรซัส ซึ่งครั้งนี้ก็ไม่มีมนุษย์ลงไปทำการสำรวจด้วยเช่นกัน

        
        ซึ่งผลจากการลงไปทำการสำรวจยังจุดที่ลึกที่สุดอย่างแชลเลนเจอร์ดีป ปรากฏว่าทั้งสามครั้งสามารถวัดค่าความลึกได้ใกล้เคียงกันโดยมีความลึกอยู่ที่ระดับ 10,902 – 10,971 เมตร ทำให้บริเวณนี้ได้ชื่อว่าเป็นจุดที่ลึกที่สุดของโลกนั่นเอง







ขอบคุณข้อมูลจาก:https://www.เกร็ดความรู้.net
                            https://travel.mthai.com

18 ธันวาคม 2561

สนธิสัญญาสัตว์

       อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora-CITES) หรือที่รู้จักกันใน ชื่อย่อว่าไซเตส เป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศที่มีเป้าหมายเพื่อควบคุมไม่ให้การค้าสัตว์ป่าและพืชป่าระหว่างประเทศ เป็นภัยคุกคามความอยู่รอดของชนิดพันธุ์ในธรรมชาติ โดยเฉพาะสัตว์ป่าและพืชป่าที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ อนุสัญญาฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๑๘ ตลอดระยะเวลาเกือบ ๓๐ ปีที่ผ่านมา ไซเตสนับเป็นอนุสัญญาด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่านานาชาติที่ถูกพูดถึง และมีประสิทธิภาพมากที่สุดฉบับหนึ่ง โดยมีการให้ความคุ้มครองแก่สัตว์และพืชแล้วกว่า ๓ หมื่นชนิด ตั้งแต่เสือโคร่ง ช้างป่า ไปจนถึงไม้มะฮอกกานีและกล้วยไม้ ด้วยการกำหนดรายชื่อสัตว์และพืชเหล่านี้ในบัญชีของไซ
เตส

ขอขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com


       กลไกสำคัญของอนุสัญญาไซเตสคือการกำหนดให้ประเทศภาคีจะต้องมีมาตรการภายในที่เหมาะสมในการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามอนุสัญญาฯ โดยจะต้องมีการควบคุมการนำเข้า ส่งออก หรือส่งผ่านตัวอย่างชนิดพันธุ์ที่ระบุไว้ในบัญชีของไซเตส และมีบทลงโทษผู้กระทำการฝ่าฝืน ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันแก่อนุสัญญาไซเตส และเข้าเป็นภาคีสมาชิกลำดับที่ ๗๘ เมื่อปี ๒๕๒๖ ปัจจุบันอนุสัญญาไซเตสมีภาคีสมาชิกกว่า ๑๖๐ ประเทศทั่วโลก โดยมีประเทศลาวเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ ๑๖๕ เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๔๗ ส่งผลให้ประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศได้เข้าร่วมเป็นภาคีต่ออนุสัญญาฉบับนี้อย่างสมบูรณ์



ขอขอบคุณข้อมูลจาก:https://www.sarakadee.com

12 ธันวาคม 2561

สนธิสัญญาโรม

ขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com

สนธิสัญญาโรม มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สนธิสัญญาจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป เป็นความตกลงระหว่างประเทศซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรปในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1958 มีการลงนามเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1957 โดยเบลเยียม ฝรั่งเศส อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์และเยอรมนีตะวันตก คำว่า "เศรษฐกิจ" ถูกลบออกจากชื่อสนธิสัญญา โดยสนธิสัญญามาสตริกต์ ใน ค.ศ. 1993 และสนธิสัญญาดังกล่าวเปลี่ยนใหม่เป็นสนธิสัญญาว่าด้วยการทำหน้าที่ของสหภาพยุโรป เมื่อสนธิสัญญาลิสบอนมามีผลใช้บังคับใน ค.ศ. 2009
          ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปเสนอให้ค่อยๆ ปรับภาษีศุลกากรลดลง และจัดตั้งสหภาพศุลกากร มีการเสนอใช้จัดตั้งตลาดร่วมสินค้า แรงงาน บริการและทุนภายในรัฐสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรป และยังได้เสนอให้จัดตั้งนโยบายการขนส่งและเกษตรร่วมและกองทุนสังคมยุโรป สนธิสัญญายังได้ก่อตั้งคณะกรรมาธิการยุโรป









ขอบคุณข้อมูลจาก:https://th.wikipedia.org

สนธิสัญญารีโอเดจาเนโร

ขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com

รีโอเดจาเนโร (โปรตุเกส: Rio de Janeiroเสียงอ่านภาษาอังกฤษ: /ˈriːoʊ deɪ dʒəˈnɛəroʊ/) หรือ รีอูจีฌาเนย์รู (เสียงอ่านภาษาโปรตุเกสสำเนียงบราซิล: [ˈʁi.u dʒi ʒaˈnejɾu]) มีความหมายว่า "แม่น้ำเดือนมกราคม") หรือมักเรียกโดยย่อว่า รีโอ (Rio) เป็นเมืองหลวงของรัฐรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล โดยเป็นเมืองที่กล่าวขานกันว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และเป็นที่รู้จักในด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะชายหาดกอปากาบานา (Copacabana) และอีปาเนมา (Ipanema) เทศกาลรื่นเริงประจำปีของบราซิล และรูปปั้นพระเยซูขนาดใหญ่ที่รู้จักในชื่อ กริชตูเรเดงโตร์ บนยอดเขากอร์โกวาดู
รีโอเดจาเนโรตั้งอยู่ที่ละติจูด 22 องศา 54 ลิปดาใต้ และลองจิจูด 43 องศา 14 ลิปดาตะวันตก (6,150,000) 22°54′S 43°14′W) รีโอมีประชากรประมาณ 6,150,000 (พ.ศ. 2547) และพื้นที่ 1,256 กม² (485 ไมล์²) และเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศบราซิลรองจากเซาเปาลู (São Paulo) รีโอเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศบราซิล ก่อนที่เมืองบราซิเลียจะเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960)
รีโอเดจาเนโรได้รับเลือกจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ให้เป็นเมืองเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งที่ 31 ประจำปีคริสต์ศักราช 2016 (พ.ศ. 2559) ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่จะจัดขึ้นในเขตทวีปอเมริกาใต้นับตั้งแต่มีการริเริ่มแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเป็นต้นมา





ขอบคุณขอบมูลจาก:https://th.wikipedia.org


สนธิสัญญาโตเกียว

อนุสัญญาโตเกียว ( Tokyo Conventionอนุสัญญาสันติภาพโตเกียว หรือ สนธิสัญญาโตกิโอ, เนื่องจากแต่ก่อนคนไทยเรียกกรุงโตเกียวว่ากรุงโตกิโอ) เป็นอนุสัญญาสืบเนื่องมาจากกรณีพิพาทอินโดจีนในปี พ.ศ. 2484 ขณะที่การรบยังไม่สิ้นสุดนั้น ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจในเอเชียขณะนั้น ได้เข้ามาไกล่เกลี่ย ซึ่งประเทศไทยและฝรั่งเศสได้ตกลง และหยุดยิงในว้นที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2484 ก่อนจะมีการเจรจากันในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2484 ณ กรุงโตเกียว โดยมีนายโซสุเกะ มัดซูโอกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายญี่ปุ่น ฝ่ายไทยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการต่างประเทศไทยเป็นหัวหน้าคณะ และฝ่ายฝรั่งเศสมี อาร์เซน อังรี เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงโตเกียวเป็นหัวหน้า ก่อนจะมีการลงนามในอนุสัญญาโตเกียวในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 โดยมีกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์เป็นหัวหน้าคณะลงนาม
ขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com

จากอนุสัญญานี้ทำให้ไทยได้ ดินแดนฝั่งขวาของหลวงพระบาง, จำปาศักดิ์, ศรีโสภณ, พระตะบอง และดินแดนในกัมพูชา คืนมาจากฝรั่งเศส และได้นำมาแบ่งเป็น 4 จังหวัดคือ จังหวัดพระตะบอง, จังหวัดพิบูลสงคราม, จังหวัดนครจัมปาศักดิ์ และจังหวัดลานช้าง

รายละเอียดของอนุสัญญา

  1. ให้ประเทศไทยได้รับคืนดินแดนทั้งหมดที่เสียให้ฝรั่งเศสตามสนธิสัญญา เมื่อ ร.ศ. 123 มณฑลบูรพาที่เสียไปใน ร.ศ. 126 ฝรั่งเศสจะคืนพระตะบองและศรีโสภณให้จนถึงทะเลสาบ แต่เสียมราฐและนครวัดยังเป็นของฝรั่งเศสอยู่
  2. ให้ถือร่องน้ำลึกเป็นเส้นเขตแดนในแม่น้ำโขง แต่เกาะโขงยังเป็นของอาณาเขตอินโดจีนฝรั่งเศส เกาะโคนตกเป็นของไทย ส่วนดินแดนเล็กๆบนฝั่งขวาของแม่น้ำตรงข้ามกับสะตรึงเตรง ซึ่งแต่เดิมสงวนไว้ให้ฝรั่งเศสนั้น ฝรั่งเศสยกให้ไทย
  3. ในทะเลสาบ รัศมี 20 กิโลเมตรจากจุดพรมแดนปัจจุบันระหว่างเสียมราฐกับพระตะบอง จดทะเลสาบ (ปากน้ำสะดึงกัมบด) ไปบรรจบจุดพรมแดนปัจจุบันระหว่างพระตะบองกับโพธิสัตว์จดทะเลสาบ (ปากน้ำตะตึงดนตรี) เป็นเส้นเขตแดน ทะเลสาบคนไทยและฝรั่งเศสทำการเดินเรือจับสัตว์น้ำได้โดยเสรี
  4. ในบรรดาดินแดนที่โอนให้แก่ประเทศไทยนั้นต้องปลอดทหาร คนฝรั่งเศสจะได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกับคนไทย ยกเว้นการได้มาของอสังหาริมทรัพย์ สาธารณสมบัติของแผ่นดิน
  5. รัฐบาลไทยจะอำนวยความคุ้มครองให้แก่บรรดาที่บรรจุราชอัฐิของราชวงค์หลวงพระบาง ซึ่งอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงข้ามเมืองหลวงพระบาง และจะอำนวยความสะดวกต่างๆในการรักษาและเยี่ยมเยียนที่บรรจุอัฐินั้น
  6. ในการโอนอธิปไตยเหนือดินแดนที่ยกให้ไทยนั้น คนชาติฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ย่อมได้สัญชาติไทยทันที แต่ภายในเวลา 3 ปี คนชาติฝรั่งเศสจะเลือกเอาสัญชาติฝรั่งเศสไว้ได้โดย
    1. แจ้งเจ้าหน้าที่ผู้ปกครองผู้มีอำนาจ
    2. ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ในดินแดนฝรั่งเศส
  7. ประเทศไทยจะใช้เงิน 6 ล้านเปียสอินโดจีนแก่ฝรั่งเศส ในเวลา 6 ปี
  8. การขัดกันที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและฝรั่งเศสในเรื่องตีความหรือการใช้บทแห่งอนุสัญญานี้ให้ตกลงกันด้วยการทูต ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ให้เสนอรัฐบาลญี่ปุ่นไกล่เกลี่ย
  9. ส่วนการถอนตัวและโอนดินแดนนั้น รัฐบาลฝรั่งเศสจะมอบบัญชีรายการอสังหาริมทรัพย์สาธารณะที่มีอยู่ในดินแดนที่ยกให้พร้อมบัญชีรายนามผู้แทนฝรั่งเศสซึ่งได้รับมอบหมายให้ดำเนินการโอนนั้นแก่รัฐบาลไทยภายใน 20 วัน ส่วนรัฐบาลไทยจะมอบบัญชีรายนามผู้แทนฝ่ายไทยภายใน 20 วันเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดีอนุสัญญานี้ได้ถูกยกเลิกโดย "ความตกลงระงับกรณีระหว่างไทยกับฝรั่งเศส" (Accord de rėglement Franco-Siamois) ซึ่งทำที่กรุงวอชิงตัน เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2489 (ค.ศ. 1946) หรือที่รู้จักในชื่อ "Washington Accord"



ขอบคุณข้อมูลจาก:https://th.wikipedia.org