30 มิถุนายน 2561

 

สนธิสัญญามาสทริทช์

 

สนธิสัญญามาสทริทช์ (Maastricht treaty)สำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยมซึ่งสนธิสัญญามาสทริชท์ เป็นสนธิสัญญาระหว่างกลุ่มประเทศประชาคมยุโรป เพื่อการรวมกันเป็นสหภาพทางเศรษฐกิจ และการเงินตามเป้าหมายขั้นที่สาม คือ การใช้เงินตราสกุลเดียว มีธนาคารกลางร่วมกัน การกำหนดนโยบายต่างประเทศ และนโยบายสังคมร่วมกัน รวมถึงการจัดระบบความร่วมมือทางทหาร ตำรวจ การรับรองกฎบัตรสิทธิมนุษยชน

ขอบคุณภาพจาก http://www.google.co.th/url

 

เสาหลัก 3 ประการที่ระบุไว้ในสนธิสัญญามาสทริทช์

เสาหลักที่หนึ่ง : ประชาคมยุโรป (the European Communities) ประกอบด้วย

1.) การเป็นตลาดเดียว (Single Market) ที่มีการเคลื่อนที่อย่างเสรีของปัจจัย 4 ประการ (free movement) คือ

      1.1บุคคล

      1.2สินค้า

      1.3การบริการ

      1.4ทุน

 2.) การมีนโยบายร่วม (Common Policies) ในด้านการค้า การเกษตร (CAP) พลังงาน สิ่งแวดล้อม ประมง และสังคม เป็นต้น

3.) สหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (Economic and Monetary Union) มีธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank) และมีการใช้เงินสกุลเดียว (Single Currency) คือเงินยูโร อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2545

เสาหลักที่สอง : นโยบายร่วมด้านการต่างประเทศและความมั่นคง (Common Foreign and Security Policy – CFSP)

เสาหลักที่สาม : ความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมและกิจการภายใน (Cooperation in Justice and Home Affairs) เช่น การตรวจคนเข้าเมือง การปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติด ตำรวจยุโรป (Europol) และการดำเนินการร่วมด้านความมั่นคงภายใน

 

 

28 มิถุนายน 2561


ความตกลงเชงเกน


 


 ตกลงเชงเกน( Schengen Agreement) เป็นความตกลงระหว่างประเทศส่วนใหญ่ในทวีปยุโรปอันให้สัตยาบันเมื่อ พ.ศ. 2528 สาระสำคัญเป็นการอนุญาตให้สมาชิกในกลุ่มสามารถเดินทางระหว่างกันโดยไม่ต้องถือหนังสือเดินทาง ข้อตกลงนี้มีผลต่อประชากร 4,000,000 คนใน 24 ประเทศ (21 ธันวาคม พ.ศ. 2550) ครอบคลุมเนื้อที่ 4,268,633 ตารางกิโลเมตร (1,648,128 ตารางไมล์) นอกจากนั้นยังให้การอนุญาตชั่วคราวกับผู้ถือใบอนุญาตเชงเกน (Schengen Visa) มีสิทธิในการเดินทางได้ชั่วคราวในประเทศสมาชิกโดยถือใบอนุญาตใบเดียว ตามสนธิสัญญาอัมส์เตอร์ดัม (Treaty of Amsterdam) ข้อตกลงและตัดสินใจทุกข้อของความตกลงเชงเกนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายของสหภาพยุโรป

ประเทศที่ลงนามในความตกลงฉบับนี้มีด้วยกัน 30 ประเทศรวมทั้งประเทศในสหภาพยุโรปทุกประเทศ และประเทศนอกสหภาพอีก 3 ประเทศคือ ประเทศไอซ์แลนด์ ประเทศนอร์เวย์ และประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปัจจุบันมี 26 ประเทศที่ใช้ความตกลงนี้ สหราชอาณาจักรยังมิได้ใช้กฎนี้ หลังจากที่มีการปฏิบัติข้อตกลงนี้ด่านหรือป้อมตรวจคนเข้าเมืองของประเทศที่อยู่ในเครือเชงเกนก็ถูกรื้อทิ้ง


ประเทศสมาชิกเชงเกน

ประเทศที่อนุญาตให้ประชาชนในกลุ่มเชงเกนสามารถเดินทางระหว่างกันโดยไม่ต้องถือหนังสือเดินทาง และประชาชนจากประเทศนอกกลุ่มเชงเกนเดินทางระหว่างประเทศเชงเกนได้โดยใช้ใบอนุญาตเพียงใบเดียว - ใบอนุญาตเชงเกน (Schengen Visa) ประเทศสมาชิกทั้งหมดหลังจากการเข้าร่วมเพิ่มในเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2551 ประกอบด้วย

ประเทศเบลเยียม

ประเทศฝรั่งเศส

ประเทศอิตาลี

ประเทศลักเซมเบิร์ก

ประเทศเนเธอร์แลนด์

ประเทศเดนมาร์ก

ประเทศกรีซ

ประเทศโปรตุเกส

ประเทศสเปน

ประเทศเยอรมนี

ประเทศออสเตรีย

ประเทศฟินแลนด์

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ประเทศสวีเดน

ประเทศนอร์เวย์

ประเทศไอซ์แลนด์

ประเทศมอลตา

สาธารณรัฐเช็ก

ประเทศเอสโตเนีย

ประเทศฮังการี

ประเทศโปแลนด์

ประเทศสโลวาเกีย

ประเทศสโลวีเนีย

ประเทศลัตเวีย

ประเทศลิทัวเนีย

ประเทศโมนาโก

ขอบคุณภาพจาก http://www.google.co.th/url

ขอบคุณภาพจาก http://www.google.co.th/url


อาเซียน(ASEAN)


            อาเซียน (ASEAN) หรือชื่อเต็ม"สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"(Association of South East Asian Nations)เป็นองค์การทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย, พม่า, กัมพูชา, ลาว, ไทย, สิงคโปร์, เวียดนาม, บรูไนดารุส-ซาลาม, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย อาเซียนมีพื้นที่ราว 4,479,210 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 625 ล้านคน อาเซียนมีอังกฤษเป็นภาษาทางการ

ขอบคุณภาพจาก https://www.google.co.th/url
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือกำเนิดขึ้นโดย "ปฏิญญากรุงเทพ" (Bangkok Declaration) หรือ "ปฏิญญาอาเซียน" (ASEAN Declaration) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ2510 โดยมีสมาชิกเริ่มแรกเพียง 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันเอง ภายหลังจึงได้มีอีก 5 ประเทศสมาชิกเข้าร่วมเพิ่มเติม จึงทำให้ "อาเซียน" มีสมาชิกเป็น 10 ประเทศดังเช่นในปัจจุบัน

วัตถุประสงค์

จากสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มีการสรุปแนวทางของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้จำนวน 6 ข้อ ดังนี้

  1. ให้ความเคารพแก่เอกราช อำนาจอธิปไตย ความเท่าเทียม บูรณภาพแห่งดินแดนและเอกลักษณ์ของชาติสมาชิกทั้งหมด

  2. รัฐสมาชิกแต่ละรัฐมีสิทธิที่จะปลอดจากการแทรกแซงจากภายนอก การรุกรานดินแดนและการบังคับขู่เข็ญ

  3. จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของรัฐสมาชิกอื่น ๆ

  4. ยอมรับในความแตกต่างระหว่างกัน หรือแก้ปัญหาระหว่างกันอย่างสันติ

  5. ประณามหรือไม่ยอมรับการคุกคามหรือการใช้กำลัง

  6. ให้ความร่วมมือระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ตราสัญลักษณ์อาเซียน

"สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" หรือ "อาเซียน" ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปมัดรวงข้าวสีเหลืองบนพื้นวงกลมสีแดง ล้อมรอบด้วยวงกลมสีขาวและสีน้ำเงิน

ขอบคุณภาพจาก https://www.google.co.th/url

 


-รวงข้าวสีเหลือง 10 ต้น หมายถึง ความใฝ่ฝันของบรรดาสมาชิกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 10 ประเทศ ให้มีอาเซียนที่ผูกพันกันอย่างมีมิตรภาพและเป็นหนึ่งเดียว

-วงกลม หมายถึง เอกภาพของอาเซียน

-ตัวอักษร "asean" สีน้ำเงินใต้ภาพรวงข้าว หมายถึง ความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคง สันติภาพ เอกภาพ และความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียน

สีที่ใช้ในตราสัญลักษณ์อาเซียน

ซึ่งนอกจากตราสัญลักษณ์ที่จะช่วยสร้างความเข้าใจในความเป็นอาเซียนแล้ว สีที่ใช้ก็ยังมีส่วนที่ช่วยเสริมให้อาเซียนมีพลัง สามารถดำเนินไปได้ด้วยความอดทน และมีความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน

 

ขอบคุณภาพจาก https://www.google.co.th/url

-สีเหลือง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง
-สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญและการมีพลวัติ
-สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์
-สีน้ำเงิน หมายถึง สันติภาพและความมั่นคง

สำนักเลขาธิการ


สำนักเลขาธิการอาเซียนก่อตั้งขึ้นโดยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอาเซียนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2519 ในตอนนั้นตั้งอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย สำนักเลขาธิการอาเซียนแห่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่ 70A Jalan Sisingamangaraja กรุงจาการ์ตา ซึ่งซูอาร์โต ประธานาธิบดีอินโดนีเซียขณะนั้น ก่อตั้งในปี พ.ศ.2524

 ขอบคุณภาพจาก https://www.google.co.th/url

หน้าที่หลักของสำนักเลขาธิการอาเซียนคือเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานขององค์กรอาเซียน และให้การนำโครงการและกิจกรรมของอาเซียนไปปฏิบัติมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เลขาธิการ

เลขาธิการอาเซียนได้รับแต่งตั้งโดยการประชุมสุดยอดอาเซียนเป็นระยะเวลาดำรงตำแหน่งห้าปี สมัยเดียว โดยเลือกมาจากผู้มีสัญชาติรัฐสมาชิกอาเซียนตามลำดับพยัญชนะภาษาอังกฤษ

 

 ขอบคุณภาพจาก http://www.google.co.th/url

เลขาธิการอาเซียนคนปัจจุบัน คือ เล เลือง มิญ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ.2556–พ.ศ.2561

มารยาททางสังคมของชาวเยอรมัน

 

การจับมือ

การจับมือเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญของชาวเยอรมัน โดยเฉพาะการพบกันครั้งแรก หรือการพบปะการประชุม

การจูบ

สำหรับความสัมพันธ์ในรูปแบบเพื่อนจะเป็นการจูบเบา ๆ ที่แก้มทั้ง 2 ข้างในขณะที่เจอกัน


‘Sie’ และ ‘du’

ภาษาเยอรมันจะมีทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการ ‘Sie’ และในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ ‘du’  ตัวอย่างของความแตกต่างกันอาทิเช่น

การแนะนำตัวเอง หากเป็นในรูปแบบ ‘Sie’ หากต้องการแนะนำตัวเอง อาจจะแนะนำแบบชื่อ+นาทสกุล หรือเฉพาะนามสกุลเท่านั้น แต่หากเราแนะนำเฉพาะชื่อแรกของเราจะถือว่าอยู่ในรูปแบบ ‘du’ ซึ่งและแล้วแต่ความเหมาะสมของสถานการณ์

คำนำหน้าชื่อ

นอกจาก Herr (Mr.) และ Frau (Ms.) แล้ว คำนำหน้าชื่อที่แสดงถึงการศึกษาและฐานะยังเป็นสิ่งสำคัญในวัฒนธรรมของชาวเยอรมัน  ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรลืมอย่างยิ่งเมื่อเราต้องแนะนำคนอื่น ๆ สำหรับคำนำหน้าเหล่านี้จะต่อท้ายคำว่า Herr และFrau ยกตัวอย่างเช่น Herr Dr.Keller หรือ Frau Prof. von Henkel

ความตรงต่อเวลา

ชาวเยอรมันมีความตรงต่อเวลาเป็นอย่างมาก และเป็นมารยาทที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการประชุมทางธุรกิจ และการนัดหมายที่สำคัญ ควรจะไปก่อนเวลาสักเล็กน้อย  หากเราไปสายจะเป็นการสร้างความไม่ประทับใจต่อคนอื่น ๆ โดยเฉพาะเมื่อทุก ๆคนมาตรงต่อเวลา

การได้รับคำเชิญ

เมื่อเราได้รับการเชื้อเชิญให้ไปทานข้าวหรือเยี่ยมบ้านของชาวเยอรมัน  เราควรนำของเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อมอบให้กับเจ้าของบ้าน และต้องมั่นใจด้วยว่าของเหล่านั้นจะมีจำนวนเป็นเลขคี่  เพราะชาวเยอรมันเชื่อว่าของที่มีจำนวนเป็นเลขคู่จะนำโชคไม่ดีเข้าสู่บ้าน

การแยกขยะ

การแยกขยะในบ้านของตนเอง หรือแม้กระทั่งถังขยะของสาธารณะ เป็นเรื่องปกติของชาวเยอรมัน เราอาจพบถังขยะสำหรับใส่แก้ว, ใส่กระดาษ และใส่ภาชนะ แยกกันตามทางสาธารณะ

การซื้อของ

ชาวเยอรมันไม่นิยมการจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต ส่วนใหญ่จะพกเป็นเงินสดหรือเดบิตการ์ดเอาไว้  เนื่องจากในร้านเล็ก ๆของเยอรมนีจะไม่รับบัตรเครดิต รวมถึงร้านอาหารและคาเฟ่ต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็จะไม่รับทั้งบัตรเครดิตและบัตรเดบิตอีกด้วย  ดังนั้นสำหรับผู้ที่ต้องการจะไปช้อปปิ้งในเยอรมนีแนะนำว่าพกเงินสดดีที่สุด

ชาวเยอรมันส่วนใหญ่มักจะหิ้วถุงผ้ากันมาเองสำหรับการซื้อของ เนื่องจากหลาย ๆ ร้านขายของชำส่วนใหญ่นั้นจะไม่ให้ถุงกับลูกค้า เพื่อเป็นการรณรงค์อีกวิธีหนึ่ง

ร้านขายของในเยอรมนีมักจะเปิดในเวลา 9.00 หรือ 10.00 และจะปิดในเวลา 18.00 หรือ 20.00 ซึ่งหากเป็นวันเสาร์ร้านขายของส่วนใหญ่มักจะปิดก่อนเวลา ในขณะที่หากเป็นเมืองใหญ่ ๆ ร้านค้าจะเปิดถึงเวลา 20.00 น. ตั้งแต่วันจันทร์ ถึงเสาร์ และในบางที่อาจมีการเปิดถึง 22.00 น.

ร้านค้าบางร้านจะมีการปิดในช่วงเวลากลางวันตั้งแต่ 13.00 ถึง 15.00 น. ซึ่งมักจะพบได้ในเมืองเล็ก ๆ  ในขณะที่ร้านทุก ๆ ร้านจะมีการปิดในช่วงวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ  หากต้องการซื้ออะไรในวันเหล่านี้ เราจะสามารถไปซื้อได้ที่ร้านค้าในปั๊มน้ำมันแทน  และร้านขนมปัง,ร้านดอกไม้บางร้านยังมีการเปิดในช่วงวันอาทิตย์อยู่ หากเป็นเมืองใหญ่ ๆ ร้านค้าตามสถานีรถไฟจะเปิดให้บริการในช่วงวันอาทิตย์ และวันหยุดราชการอยู่แล้ว

การจ่ายเงิน

ในร้านอาหารส่วนใหญ่ การจ่ายทิปนั้นส่วนใหญ่จะให้อยู่ที่ 5-10 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายในบิล อาทิเช่น บิลบอก 2.80 ยูโร เราก็จะให้ 3 ยูโร หากบิลเป็น 22.40 ยูโร เราสามารถให้เป็น 25 หรือ 26 ยูโร ขึ้นกับความพอใจในการบริการของเรา

 



ขอบคุณขอบมูลจาก http://www.educatepark.com


6 มิถุนายน 2561

พระราชวังนึมเฟนบูร์ก Nymphenburg Palace, Munich เยอรมัน


 ขอบคุณภาพจาก https://www.robertharding.com


          พระราชวังนึมเฟนบูร์กสร้างขึ้นตามพระสงค์ของผู้ปกครองบาวาเรียน Ferdinand Maria และ Henriette Adelaide แห่งซาวอย โดยให้สร้างเป็นพระราชวังฤดูร้อนหลังจากที่พระราชโอรส Max Emanuel ประสูติในปี 1662 ในช่วงที่กษัตริย์ Max Emanuel ครองราชย์ ก็ได้มีการขยายพระราชวังแห่งนี้ออกไปเป็นอย่างมากและตกแต่งตามสไตล์แฟชั่นล่าสุดของฝรั่งเศส



เดิมทีส่วนภายนอกของพระราชวังนึมเฟนบูร์กได้รับการออกแบบในสไตล์บารอคซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนจากสวน Grand Parterre อันหรูหรา นอกจากนี้ยังมีหงส์ที่ลอยตัวเอื่อยไปมาใกล้กับน้ำพุและคลองที่อยู่ตรงกลาง ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ได้มีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ส่วนนอกขนานใหญ่ให้กลายเป็นสวนแบบคลาสสิก



ขอบคุณภาพจาก https://www.robertharding.com

การตกแต่งภายในที่เลิศหรูและเพดานที่มีการวาดภาพลงสี อีกจุดหนึ่งที่ได้รับความนิยมก็คือ "แกลเลอรี่แห่งหญิงงาม" ของกษัตริย์ลุดวิกที่ 1 ซึ่งเป็นคอลเล็กชันภาพวาดหญิงงาม 36 คนซึ่งมีภูมิหลังแตกต่างกันไปในเมืองมิวนิกยุคศตวรรษที่ 19 

 

ขอบคุณภาพจาก https://www.robertharding.com


ขอบคุณภาพจาก https://www.robertharding.com