7 กุมภาพันธ์ 2562

อาสนวิหารโคโลญ(Cologne Cathedral)

ขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com

              อาสนวิหารโคโลญ (อังกฤษ:Cologne Cathedralเยอรมัน:Kölner Dom)เป็นโบสถ์โรมันคาทอลิก ระดับอาสนวิหาร ในเมืองโคโลญ เป็นวิหารประจำมุขนายก แห่งโคโลญ สถานที่นี่มีชื่อเสียงในฐานะเป็นที่ศาสนสถาน นิกายโรมันคาทอลิก สถานที่แห่งสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสถานที่ประพิธีกรรมของสามมหากษัตริย์แห่งจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นสถานที่เก็บหีบสามกษัตริย์ไว้ ณ ที่แห่งนี้ด้วย ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองแห่งนี้ มีผู้เยี่ยมชมราวๆ 20,000 คนต่อวัน
ขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com



          อาสนวิหารโคโลญได้ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1248 แต่มีปัญหาให้ต้องหยุดพักการก่อสร้างไปบ้าง จึงต้องใช้เวลากว่าหกร้อยปีจึงสร้างเสร็จสมบูรณ์ และ สร้างเสร็จในปี 1880 พร้อมกับมีพีธีวางหลักหินบันทึกข้อมูลการก่อสร้าง อาสนวิหารโคโลญเป็นศาสนสถานของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิก นับเป็นวิหารที่ใหญ่และเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลกในเป็นเวลา 4 ปี ( ปี ค.ศ 1880-1884) ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองโคโลญ ถูกทิ้งระเบิดทางอากาศทั้งหมด 14 ลูก แม้วิหารจะได้รับความเสียหายบางส่วน แต่ก็ไม่พังทลายลงมา ซึ่งเชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์ บ้างก็เชื่อว่า เพราะวิหารเป็นจุดสังเกตที่สำคัญของนักบิน จึงไม่ต้องการจะระเบิดทำลายทิ้งไปเสียทีเดียว จากความเสียหายดังกล่าว จึงมีการซ่อมแซมภายในต่อมาตั้งแต่ ปี ค.ศ.1945 - 1948
ขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com


        แต่ถึงอย่างไรก็ดีปัจจุบันก็ยังคงติดอันดับสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกอยู่ด้วย และปัจจุบันก็ได้ถูกจัดอันดับให้อยู่อันดับ 4 วิหารที่สูงที่สุดในโลกลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโกธิก เป็นหอคอยแฝดสูง 157.38 เมตร กว้าง 86 เมตร ยาว 144 เมตร สร้างเพื่ออุทิศให้นักบุญซีโมนเปโตรและพระนางมารีย์พรหมจารีปัจจุบันอาสนวิหารโคโลญนับจุดหมายสำคัญของเมืองโคโลญและประเทศเยอรมนี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปี 2536 ( จากเหตุผลที่ i, ii, iv )
ปัจจุบัน อาสนวิหารเปิดให้เข้าชมภายในได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสามารถเข้าชมในส่วนพิพิธภัณฑ์ของมีค่าที่ขุดค้นพบเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก สมัยโรมันในราคา 5 ยูโร และ การเดินจุดชมวิวบนหอคอยสูง ในราคา 3 ยูโร









ขอบคุณข้อมูลจาก:https://wiki.eanswers.

10 อันดับอาหารบำรุงสมอง


  • อันดับที่1 ไข่ไก่ รู้หรือไม่ว่า เมนูไข่ง่ายๆ ที่เราทานกันอยู่ทุกวันนี้ มีโอเมก้า 3 และโปรตีนที่มีส่วนช่วยบำรุงให้สมองทำงานได้ดีขึ้น อีกทั้ง ยังเพิ่มพลังให้สมองของเราทำงานได้นานขึ้นอีกด้วย

ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com



  • อันดับที่2 ปลาทะเลน้ำลึก จำพวกปลาทูน่า ปลาแซลมอน จะมีโอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงสมองในเรื่องของความจำ ทั้งยังช่วยชะลอการเสื่อมของระบบประสาทส่วนกลางอีกด้วย

ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com


  • อันดับที่ 3ผักใบเขียว  ขึ้นชื่อว่าผัก ก็มีประโยชน์ทั้งนั้น โดยเฉพาะผักโขมที่มีเอนไซม์ช่วยเพิ่มความแข็งแรง และฟื้นฟูบริเวณปลายประสาท รวมถึงยังมีกรดโฟลิกที่ช่วยบำรุงในเรื่องของความจำอีกด้วย  

ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com


  • อันดับที่4ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ อาทิ บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ เชอร์รี่ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ จะช่วยให้การทำงานของระบบหมุนเวียนโลหิตในการหล่อเลี้ยงสมองทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลต่อระดับไอคิว และยังช่วยป้องกันเรื่องการสูญเสียความจำได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงสายตา แถมยังเป็นผลไม้ที่น้ำตาล และแคลอรี่น้อย รับประทานไปแล้วรับรองว่าไม่อ้วนอย่างแน่นอน


ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com

  • อันดับที่ 5มะเขือเทศ พอพูดถึงมะเขือเทศ สาวๆ อาจจะนึกถึงแต่ความสวยความงาม ผิวพรรณ แต่เราขอบอกเลยว่า มะเขือเทศมีประโยชน์มากกว่านั้นนะคะ ซึ่งเจ้ามะเขือเทศ จะมีไลโคปีนที่ช่วยป้องกันไม่ให้เราหลงๆ ลืมๆ ยิ่งถ้าเรานำมะเขือเทศไปผ่านความร้อนด้วยแล้ว ก็จะยิ่งทำให้เราได้รับไลโคปีนมากขึ้นไปอีก

ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com

  • อันดับที่ 6แอปเปิ้ล ผลไม้หอมหวานอย่างแอปเปิ้ล ก็ช่วยบำรุงสมองของเราได้เหมือนกันนะ เพราะในแอปเปิ้ลมีสารอะเซทิลโคลีน ที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของสมอง ทำให้เรามีความจำที่ดีขึ้น แถมยังช่วยป้องกัน โรคสมองเสื่อม ได้อีกด้วย

ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com

  • อันดับที่ 7แปะก๊วย เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการบำรุงสมองมากๆ เพราะมันสามารถช่วยรักษาอาการผิดปกติต่างๆ ได้ เช่น โรคสมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ หรือแม้กระทั่งคนที่ชอบหลงๆ ลืมๆ ก็ตาม ซึ่งเมื่อทานแปะก๊วยเข้าไปแล้ว เจ้าแปะก๊วยจะเข้าไปช่วยให้การทำงานของระบบไหลเวียนเลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น
ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com

  • อันดับที่ 8ธัญพืช และถั่วต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น งาดำ งาขาว เมล็ดแฟล็กซ์ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เฮเซลนัท อัลมอนด์ ถั่วลิสง แมคคาเดเมีย และวอลนัท ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้น เพราะมีทั้งโปรตีน วิตามินเอ และกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว นอกจากนี้ยังมีแมกนีเซียมที่จะเข้ามาช่วยเสริมการทำงานของหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดียิ่งขึ้น

ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com

  • อันดับที่ 9น้ำมันมะกอก  เป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ซึ่งจะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง และทำงานได้ดีขึ้น
ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com

  • อันดับที่ 10ช็อกโกแลต พูดถึงช็อกโกแลตแล้ว คนส่วนใหญ่ รวมถึงสาวๆ คงนึกถึงความหวาน ความอ้วนเป็นแน่ แต่คุณเชื่อไหมว่า หากเราทานอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เจ้าช็อกโกแลต นี้จะสามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง และยังให้สารอนุมูลอิสระที่ช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้นด้วย

ขอบคุณภาพจาก www.greenektar.com












ขอบคุณข้อมูลจาก : TerraBKK.com - 
https://www.terrabkk.com/news/193144

13 มกราคม 2562

Challenger Deep จุดที่ลึกที่สุดในโลก

         สำหรับจุดที่เรียกว่าลึกที่สุดในโลกของเรา หลายคนอาจสงสัยว่าเป็นที่ใด โดยจุดที่มีความลึกที่สุดในโลกนั้นมีระดับความลึกถึง 10,911 เมตรเลยทีเดียว นั่นก็คือ แชลเลนเจอร์ดีป (Challenger Deep) อยู่ที่ทางใต้ของร่องลึกมาเรียนา ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับหมูเกาะมาเรียนาในมหาสมุทรแปซิฟิก
ขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com

          โดยแชลเลนเจอร์ดีปนี้จะมีลักษณะเป็นแอ่งขนาดเล็กอยู่ที่บริเวณร่องลึกใต้มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ โดยเป็นรูปคล้ายดวงจันทร์เียวที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งร่องเหล่านี้จะเรียกว่าเป็นลักษณะภูมิประเทศที่มีความลึกแบบผิดปกติภายใต้ท้องมหาสมุทรก็คงจะไม่ผิดนัก
         แผ่นดินที่อยู่ใกล้กับแชลเลนเจอร์ดีปที่สุด คือ เกาะไฟส์ (ส่วนหนึ่งของหมู่เกาะแย็พ) ห่างออกไป 289 กิโลเมตรทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และกวม ห่างออกไป 306 กิโลเมตรทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แอ่งดังกล่าวได้ชื่อตามเรือสำรวจกองทัพเรืออังกฤษ เอชเอ็มเอส แชลเลนเจอร์ ซึ่งจัดการสำรวจใน ค.ศ. 1872-76 เป็นการบันทึกความลึกของมันเป็นครั้งแรก
ขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com
       
          นอกจากนี้ จุดที่มีความลึกที่สุดอย่างแชลเลนเจอร์ดีปนี้ยังมีการจดบันทึกไว้ถึง 3 ครั้งด้วยกัน โดยในปี ค.ศ. 1690 เป็นครั้งแรกที่แอ่งแห่งนี้ถูกสำรวจโดยยานสำรวจน้ำลึกตรีเอสต์ ซึ่งครั้งนั้นมีมนุษย์เป็นผู้ลงไปทำาการสำรวจด้วย ต่อมาในปี ค.ศ. 1995 ได้ทำการสำรวจโดยพาหนะควบคุมใต้น้ำระยะไกลไคโก แต่ในครั้งนี้ไม่มีมนุษย์ลงไปสำรวจด้วย ตลอดจนในปี ค.ศ. 2009 ก็ได้มีการลงไปทำการสำรวจอีกครั้งด้วยยานพาหนะควบคุมใต้น้ำระยะไกลเนเรซัส ซึ่งครั้งนี้ก็ไม่มีมนุษย์ลงไปทำการสำรวจด้วยเช่นกัน

        
        ซึ่งผลจากการลงไปทำการสำรวจยังจุดที่ลึกที่สุดอย่างแชลเลนเจอร์ดีป ปรากฏว่าทั้งสามครั้งสามารถวัดค่าความลึกได้ใกล้เคียงกันโดยมีความลึกอยู่ที่ระดับ 10,902 – 10,971 เมตร ทำให้บริเวณนี้ได้ชื่อว่าเป็นจุดที่ลึกที่สุดของโลกนั่นเอง







ขอบคุณข้อมูลจาก:https://www.เกร็ดความรู้.net
                            https://travel.mthai.com