18 ธันวาคม 2561

สนธิสัญญาสัตว์

       อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora-CITES) หรือที่รู้จักกันใน ชื่อย่อว่าไซเตส เป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศที่มีเป้าหมายเพื่อควบคุมไม่ให้การค้าสัตว์ป่าและพืชป่าระหว่างประเทศ เป็นภัยคุกคามความอยู่รอดของชนิดพันธุ์ในธรรมชาติ โดยเฉพาะสัตว์ป่าและพืชป่าที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ อนุสัญญาฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๑๘ ตลอดระยะเวลาเกือบ ๓๐ ปีที่ผ่านมา ไซเตสนับเป็นอนุสัญญาด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่านานาชาติที่ถูกพูดถึง และมีประสิทธิภาพมากที่สุดฉบับหนึ่ง โดยมีการให้ความคุ้มครองแก่สัตว์และพืชแล้วกว่า ๓ หมื่นชนิด ตั้งแต่เสือโคร่ง ช้างป่า ไปจนถึงไม้มะฮอกกานีและกล้วยไม้ ด้วยการกำหนดรายชื่อสัตว์และพืชเหล่านี้ในบัญชีของไซ
เตส

ขอขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com


       กลไกสำคัญของอนุสัญญาไซเตสคือการกำหนดให้ประเทศภาคีจะต้องมีมาตรการภายในที่เหมาะสมในการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามอนุสัญญาฯ โดยจะต้องมีการควบคุมการนำเข้า ส่งออก หรือส่งผ่านตัวอย่างชนิดพันธุ์ที่ระบุไว้ในบัญชีของไซเตส และมีบทลงโทษผู้กระทำการฝ่าฝืน ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันแก่อนุสัญญาไซเตส และเข้าเป็นภาคีสมาชิกลำดับที่ ๗๘ เมื่อปี ๒๕๒๖ ปัจจุบันอนุสัญญาไซเตสมีภาคีสมาชิกกว่า ๑๖๐ ประเทศทั่วโลก โดยมีประเทศลาวเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ ๑๖๕ เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๔๗ ส่งผลให้ประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศได้เข้าร่วมเป็นภาคีต่ออนุสัญญาฉบับนี้อย่างสมบูรณ์



ขอขอบคุณข้อมูลจาก:https://www.sarakadee.com

12 ธันวาคม 2561

สนธิสัญญาโรม

ขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com

สนธิสัญญาโรม มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สนธิสัญญาจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป เป็นความตกลงระหว่างประเทศซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรปในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1958 มีการลงนามเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1957 โดยเบลเยียม ฝรั่งเศส อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์และเยอรมนีตะวันตก คำว่า "เศรษฐกิจ" ถูกลบออกจากชื่อสนธิสัญญา โดยสนธิสัญญามาสตริกต์ ใน ค.ศ. 1993 และสนธิสัญญาดังกล่าวเปลี่ยนใหม่เป็นสนธิสัญญาว่าด้วยการทำหน้าที่ของสหภาพยุโรป เมื่อสนธิสัญญาลิสบอนมามีผลใช้บังคับใน ค.ศ. 2009
          ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปเสนอให้ค่อยๆ ปรับภาษีศุลกากรลดลง และจัดตั้งสหภาพศุลกากร มีการเสนอใช้จัดตั้งตลาดร่วมสินค้า แรงงาน บริการและทุนภายในรัฐสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรป และยังได้เสนอให้จัดตั้งนโยบายการขนส่งและเกษตรร่วมและกองทุนสังคมยุโรป สนธิสัญญายังได้ก่อตั้งคณะกรรมาธิการยุโรป









ขอบคุณข้อมูลจาก:https://th.wikipedia.org

สนธิสัญญารีโอเดจาเนโร

ขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com

รีโอเดจาเนโร (โปรตุเกส: Rio de Janeiroเสียงอ่านภาษาอังกฤษ: /ˈriːoʊ deɪ dʒəˈnɛəroʊ/) หรือ รีอูจีฌาเนย์รู (เสียงอ่านภาษาโปรตุเกสสำเนียงบราซิล: [ˈʁi.u dʒi ʒaˈnejɾu]) มีความหมายว่า "แม่น้ำเดือนมกราคม") หรือมักเรียกโดยย่อว่า รีโอ (Rio) เป็นเมืองหลวงของรัฐรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล โดยเป็นเมืองที่กล่าวขานกันว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และเป็นที่รู้จักในด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะชายหาดกอปากาบานา (Copacabana) และอีปาเนมา (Ipanema) เทศกาลรื่นเริงประจำปีของบราซิล และรูปปั้นพระเยซูขนาดใหญ่ที่รู้จักในชื่อ กริชตูเรเดงโตร์ บนยอดเขากอร์โกวาดู
รีโอเดจาเนโรตั้งอยู่ที่ละติจูด 22 องศา 54 ลิปดาใต้ และลองจิจูด 43 องศา 14 ลิปดาตะวันตก (6,150,000) 22°54′S 43°14′W) รีโอมีประชากรประมาณ 6,150,000 (พ.ศ. 2547) และพื้นที่ 1,256 กม² (485 ไมล์²) และเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศบราซิลรองจากเซาเปาลู (São Paulo) รีโอเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศบราซิล ก่อนที่เมืองบราซิเลียจะเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960)
รีโอเดจาเนโรได้รับเลือกจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ให้เป็นเมืองเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งที่ 31 ประจำปีคริสต์ศักราช 2016 (พ.ศ. 2559) ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่จะจัดขึ้นในเขตทวีปอเมริกาใต้นับตั้งแต่มีการริเริ่มแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเป็นต้นมา





ขอบคุณขอบมูลจาก:https://th.wikipedia.org


สนธิสัญญาโตเกียว

อนุสัญญาโตเกียว ( Tokyo Conventionอนุสัญญาสันติภาพโตเกียว หรือ สนธิสัญญาโตกิโอ, เนื่องจากแต่ก่อนคนไทยเรียกกรุงโตเกียวว่ากรุงโตกิโอ) เป็นอนุสัญญาสืบเนื่องมาจากกรณีพิพาทอินโดจีนในปี พ.ศ. 2484 ขณะที่การรบยังไม่สิ้นสุดนั้น ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจในเอเชียขณะนั้น ได้เข้ามาไกล่เกลี่ย ซึ่งประเทศไทยและฝรั่งเศสได้ตกลง และหยุดยิงในว้นที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2484 ก่อนจะมีการเจรจากันในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2484 ณ กรุงโตเกียว โดยมีนายโซสุเกะ มัดซูโอกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายญี่ปุ่น ฝ่ายไทยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการต่างประเทศไทยเป็นหัวหน้าคณะ และฝ่ายฝรั่งเศสมี อาร์เซน อังรี เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงโตเกียวเป็นหัวหน้า ก่อนจะมีการลงนามในอนุสัญญาโตเกียวในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 โดยมีกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์เป็นหัวหน้าคณะลงนาม
ขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com

จากอนุสัญญานี้ทำให้ไทยได้ ดินแดนฝั่งขวาของหลวงพระบาง, จำปาศักดิ์, ศรีโสภณ, พระตะบอง และดินแดนในกัมพูชา คืนมาจากฝรั่งเศส และได้นำมาแบ่งเป็น 4 จังหวัดคือ จังหวัดพระตะบอง, จังหวัดพิบูลสงคราม, จังหวัดนครจัมปาศักดิ์ และจังหวัดลานช้าง

รายละเอียดของอนุสัญญา

  1. ให้ประเทศไทยได้รับคืนดินแดนทั้งหมดที่เสียให้ฝรั่งเศสตามสนธิสัญญา เมื่อ ร.ศ. 123 มณฑลบูรพาที่เสียไปใน ร.ศ. 126 ฝรั่งเศสจะคืนพระตะบองและศรีโสภณให้จนถึงทะเลสาบ แต่เสียมราฐและนครวัดยังเป็นของฝรั่งเศสอยู่
  2. ให้ถือร่องน้ำลึกเป็นเส้นเขตแดนในแม่น้ำโขง แต่เกาะโขงยังเป็นของอาณาเขตอินโดจีนฝรั่งเศส เกาะโคนตกเป็นของไทย ส่วนดินแดนเล็กๆบนฝั่งขวาของแม่น้ำตรงข้ามกับสะตรึงเตรง ซึ่งแต่เดิมสงวนไว้ให้ฝรั่งเศสนั้น ฝรั่งเศสยกให้ไทย
  3. ในทะเลสาบ รัศมี 20 กิโลเมตรจากจุดพรมแดนปัจจุบันระหว่างเสียมราฐกับพระตะบอง จดทะเลสาบ (ปากน้ำสะดึงกัมบด) ไปบรรจบจุดพรมแดนปัจจุบันระหว่างพระตะบองกับโพธิสัตว์จดทะเลสาบ (ปากน้ำตะตึงดนตรี) เป็นเส้นเขตแดน ทะเลสาบคนไทยและฝรั่งเศสทำการเดินเรือจับสัตว์น้ำได้โดยเสรี
  4. ในบรรดาดินแดนที่โอนให้แก่ประเทศไทยนั้นต้องปลอดทหาร คนฝรั่งเศสจะได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกับคนไทย ยกเว้นการได้มาของอสังหาริมทรัพย์ สาธารณสมบัติของแผ่นดิน
  5. รัฐบาลไทยจะอำนวยความคุ้มครองให้แก่บรรดาที่บรรจุราชอัฐิของราชวงค์หลวงพระบาง ซึ่งอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงข้ามเมืองหลวงพระบาง และจะอำนวยความสะดวกต่างๆในการรักษาและเยี่ยมเยียนที่บรรจุอัฐินั้น
  6. ในการโอนอธิปไตยเหนือดินแดนที่ยกให้ไทยนั้น คนชาติฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ย่อมได้สัญชาติไทยทันที แต่ภายในเวลา 3 ปี คนชาติฝรั่งเศสจะเลือกเอาสัญชาติฝรั่งเศสไว้ได้โดย
    1. แจ้งเจ้าหน้าที่ผู้ปกครองผู้มีอำนาจ
    2. ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ในดินแดนฝรั่งเศส
  7. ประเทศไทยจะใช้เงิน 6 ล้านเปียสอินโดจีนแก่ฝรั่งเศส ในเวลา 6 ปี
  8. การขัดกันที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและฝรั่งเศสในเรื่องตีความหรือการใช้บทแห่งอนุสัญญานี้ให้ตกลงกันด้วยการทูต ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ให้เสนอรัฐบาลญี่ปุ่นไกล่เกลี่ย
  9. ส่วนการถอนตัวและโอนดินแดนนั้น รัฐบาลฝรั่งเศสจะมอบบัญชีรายการอสังหาริมทรัพย์สาธารณะที่มีอยู่ในดินแดนที่ยกให้พร้อมบัญชีรายนามผู้แทนฝรั่งเศสซึ่งได้รับมอบหมายให้ดำเนินการโอนนั้นแก่รัฐบาลไทยภายใน 20 วัน ส่วนรัฐบาลไทยจะมอบบัญชีรายนามผู้แทนฝ่ายไทยภายใน 20 วันเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดีอนุสัญญานี้ได้ถูกยกเลิกโดย "ความตกลงระงับกรณีระหว่างไทยกับฝรั่งเศส" (Accord de rėglement Franco-Siamois) ซึ่งทำที่กรุงวอชิงตัน เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2489 (ค.ศ. 1946) หรือที่รู้จักในชื่อ "Washington Accord"



ขอบคุณข้อมูลจาก:https://th.wikipedia.org

สนธิสัญญาปารีส

สนธิสัญญาปารีส(The Treaty of Paris ) อาจหมายถึง ความตกลงหลายฉบับที่เจรจาและลงนามกันในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้นว่า

ขอบคุณภาพจาก:https://www.google.com

  • สนธิสัญญาปารีส (ค.ศ. 1951), เพื่อก่อตั้งประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรปที่เป็นพื้นฐานของการก่อตั้งสหภาพยุโรปต่อมา




ขอบคุณข้อมูลจาก:https://th.wikipedia.org



COP 24


   COP24 หรือชื่ออย่างเป็นทางการ United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC หรือ COP24) 


ขอบคุณภาพจาก:www.google.com
   

COP24 จัดขึ้นที่เมืองคาโตวิตเซ ประเทศโปแลนด์ ระหว่างวันที่ 3-14 ธ.ค. ถือเป็นครั้งที่ 4 ที่โปแลนด์ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม

     ความพยายามมีส่วนร่วมแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจังของรัฐบาลโปแลนด์น่าสนใจยิ่ง เพราะโปแลนด์คือชาติผู้ผลิตถ่านหินรายใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรป โปแลนด์อาศัยพลังงานถ่านหินใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงผู้คนในประเทศมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ จากเคยใช้ถ่านหินผลิตกระแสไฟฟ้ามากถึง 96 เปอร์เซ็นต์เมื่อช่วงปี 2533 เปรียบเทียบกับชาติสมาชิกทบวงพลังงานระหว่างประเทศอื่นๆพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินมากเฉลี่ย 30 เปอร์เซ็นต์
     เฉพาะแรงงานอุตสาหกรรมผลิตถ่านหินในโปแลนด์มีมากราว 90,000 คน หรือราวครึ่งหนึ่งของแรงงานอุตสาหกรรมผลิตถ่านหินทั่วทั้งสหภาพยุโรป รัฐบาลโปแลนด์ยอมรับอุตสาหกรรมผลิตถ่านหินในประเทศเสมือน “ทองคำสีดำ”

    โลกรู้กันดีว่าปัญหาการเผาถ่านหินเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเกี่ยวข้องส่งผลต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ทำลายชั้นบรรยากาศโลกมากเกือบครึ่งหนึ่งของแหล่งอื่นๆ
    เป้าหมายของกลุ่มชาติสหภาพยุโรป หรือ EU ต้องการลดปล่อยก๊าซทำลายชั้นบรรยากาศโลกลงให้ได้อย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2573 ทั้งตั้งเป้าเร่งลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2593 แม้หลายฝ่ายเชื่อว่ายากยิ่งนักจะไปถึงเป้าหมายนั้น
    ส่วนเป้าหมายรัฐบาลโปแลนด์ต้องการลดใช้ถ่านหินผลิตกระแสไฟฟ้าเหลือ 60 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2573 ตั้งเป้าเพิ่มการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นให้ได้ถึงราว 30,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2583 แม้ต้องลงทุนสูงเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้น
     ถือเป็นความเสียสละอย่างยิ่งของรัฐบาลโปแลนด์ต้องแลกความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจจากการลดพึ่งพาใช้ถ่านหิน ขณะที่ผู้นำชาติมหาอำนาจ “อเมริกามาก่อน” ยังไม่เชื่อด้วยซ้ำเรื่องโลกร้อนและผลกระทบจากการปล่อยก๊าซทำลายชั้นบรรยากาศโลก

ขอบคุณข้อมูลจาก:https://www.thairath.co.th

5 ธันวาคม 2561

Richard Wagner : ริชชาร์ด วากเนอร์

ขอบคุณภาพจาก:https://sites.google.com

 

      ริชชาร์ด วากเนอร์(Richard Wagner) เป็นนักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงของเยอรมัน มีชื่อเสียงทางด้านอุปรากร  และการเรียบเรียงเสียงประสานสำหรับวงออร์เคสตรา  วากเนอร์มีความสนใจในวรรณคดี และบทละครของ วิลเลียม เชคสเปียร์ (William Shakespeare)เมื่ออายุ 15 ปีเขาสามารถเขียนบทละครได้ และเมื่อ 16 ปี เขาประพันธ์เพลงแรกได้  เมื่อโตขึ้นเขาได้เข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองไลป์ซิก ประเทศเยอรมัน เขาสนใจในเรื่องการประพันธ์บทเพลง   วากเนอร์ได้ประพันธ์บทเพลงซิมโฟนีบทแรกและได้แสดงเมื่อ ปี ค.ศ. 1832

     ในปี 1836 วากเนอร์ได้แต่งงานกับนักร้องที่มีชื่อว่า มินนา แพลนเนอร์(Minna Planer) และได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในเยอรมัน ที่ซึ่งเขาได้ไปเป็นผู้กำกับวงดนตรีที่โรงมหรสพที่เมืองนั้นด้วย  ในระยะเวลานี้เขาได้แต่งอุปรากร 2 เรื่อง คือ  Rienzi และ  Last of the Tribunes  เป็นเรื่องที่ได้เค้าโครงมาจากนวนิยาย และได้นำออกแสดงที่เมือง Dresden ประเทศเยอรมัน ในปี 1842 ซึ่งก็ประสบกับความสำเร็จพอสมควร  เนื่องจากวากเนอร์เป็นคนที่ชอบความหรูหรา ฟุ่มเฟือย ชอบใช้ของดี มีรสนิยมสูง จึงทำให้เขามีปัญหาในเรื่องการเงินอย่างมาก  วากเนอร์และภรรยาต้องต่อสู้ชีวิตด้วยการทำงานหลายอย่าง ทั้งประพันธ์บทเพลง  ประพันธ์อุปรากรและเขียนหนังสือ  เพื่อที่จะให้ได้เงินมาใช้จ่ายในสิ่งที่ตนเองต้องการ

      เมื่ออายุได้ 27 ปี วากเนอร์ได้ประพันธ์อุปรากรชุด Der Ring des Nibelungen (The Ring of the Nibelungs) ที่ประกอบด้วยเรื่องย่อยๆ  4 เรื่อง  คือ Das Rheingold(The Rhiengold) , Die Walküre(The Valkyrie), Siegfried(Siegfried) และGötterdämmerung(Twilight of the Gods)  รวมเวลาที่ใช้บรรเลงดนตรีในอุปรากรเรื่องนี้ทั้งหมด18 ชั่วโมง  เขาใช้เวลาแต่งถึง 22 ปี จึงสำเร็จ  วากเนอร์ได้เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโรงมหรสพที่เมืองไบรอยท์ (Bayreuth) ในประเทศเยอรมันด้วยตนเอง ณ โรงมหรสพแห่งนี้คือสถานที่ใช้จัดการแสดงอุปรากรเรื่อง The Ring  of the Nibelungs ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน  ดังนั้นทำให้คนทุกมุมโลกได้เดินทางมาชมอุปรากรเรื่อง The Ring of the Nibelungs  ณ โรงมหรสพแห่งนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการได้มาชมการแสดงที่เป็นแบบฉบับของอุปรากรเรื่องนี้จริงๆ

      เกือบตลอดชีวิตของวากเนอร์ได้ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ ได้เดินทางไปยังเมืองต่างๆในทวีปยุโรป เช่น กรุงปารีส และเมืองลูเซิน ประเทศฝรั่งเศส  กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี  เมืองซูริซ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทั้งนี้เพื่อประกอบอาชีพทางด้านดนตรี  มีทั้งที่ประสบกับความผิดหวังและที่ประสบกับความสำเร็จปะปนกันไป วากเนอร์ชอบทำ
ในสิ่งที่ใหญ่โต ดังนั้นการแสดงต่างๆที่เขาจัดขึ้นถึงแม้ว่าจะมีคนเข้าชมมาก แต่รายได้ที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายต่างๆแล้ว เช่น ค่าจ้างนักดนตรีจำนวนมาก ค่าตกแต่งสถานที่ ทำให้เหลือรายรับเพียงเล็กน้อย  บางครั้งก็ถึงกับขาดทุนก็มี   อุปรากรเรื่องสุดท้ายของเขาคือ Parsifal ได้เขียนจบลงในเดือนมกราคม 1882 หลังจากแสดงอุปรากรเรื่องนี้แล้ว วากเนอร์ได้พักอยูที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี และได้เสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจ ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1883 รวมอายุได้ 70 ปี

ตัวอย่างผลงานที่มีชื่อเสียง

 The Ring of the Nibelungs, Rienzi, Flying Dutchman, Tanhauser, Lohengrin, 
Die Meistersinger, Tristan und Isolde





ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก:https://sites.google.com